วันพุธที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2556

วิธีการใช้งานเบื้องต้น Adobe Flash CS3


การติดต่อวีดีโอ


วิธีการดาวน์โหลด youtube


ทำเว็บไซต์ด้วยตัวเอง


วิธีสร้างตัวอักษรกระพริบ


ระบบปฏิบัติการ Windows 8 มิติใหม่ของการใช้คอมพ์

ระบบปฏิบัติการ Windows 8 มิติใหม่ของการใช้คอมพ์

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่ผ่านพ้นช่วงเวลาของการใช้ระบบปฏิบัติการของวินโดวส์มาหลายต่อหลายตัว จะเรียกว่าตั้งแต่แรกเริ่มก็ได้ เชื่อว่าหลายคนอาจจะเห็นด้วยว่า ที่ผ่านมารูปร่างหน้าตาของระบบปฏิบัติการวินโดวส์ของไมโครซอฟท์นั้น ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงชนิด "ใหญ่โต" อะไรมากมาย ส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มเติมฟังก์ชั่นการใช้งานให้ง่ายขึ้น หน้าตาจะเปลี่ยนไปบ้างเล็กน้อย ประสิทธิภาพในการใช้งานก็แล้วแต่ว่า เป็นชีวิตขาขึ้นหรือขาลงของวินโดวส์นั้นๆ

Windows8

แต่จากการได้สัมผัสกับระบบปฏิบัติการตัวใหม่ล่าสุดของไมโครซอฟท์กับ "วินโดวส์ 8" ต้องใช้คำพูดของผู้บริหารไมโครซอฟท์มาอ้างอิงที่ว่า มันเป็น "มิติใหม่" ของการใช้งานคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

วินโดวส์ 8 เปิดตัวอย่างเป็นทางการทั่วโลกไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา ในระดับของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก มีการเปิดตัวกันที่ประเทศสิงคโปร์ โดยมีคุณเทรซี เฟลโลว์ส ประธานไมโครซอฟท์ ประจำเอเชีย-แปซิฟิก และคุณอัลวาโร เซลิส รองประธานฝ่ายขายการตลาด ของไมโครซอฟท์ เอเชีย-แปซิฟิก มาร่วมเปิดมิติใหม่ของวินโดวส์ครั้งนี้
คุณเฟลโลว์สกล่าวว่า ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 เป็นการปรับภาพลักษณ์ใหม่ของวินโดวส์สู่สายตาชาวโลก คุณสามารถทำอะไรก็ได้จะใช้เพื่อการบริโภคหรือจะใช้สร้างสรรค์ผลงาน จะทำงานหรือเล่นวินโดวส์ 8 จะให้ประสบการณ์ที่แปลกใหม่ในการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

ด้านคุณเซลิสให้สัมภาษณ์ว่า ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 นั้น ใช้เวลานานหลายปีในการพัฒนา ซึ่งจะเป็นมิติใหม่ของการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เล่นและความบันเทิงที่สามารถเข้ากันได้โดยไม่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะที่ผ่านมาเราต้องเลือกว่า อุปกรณ์ใช้งานต้องเป็นแบบไหน แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นแล้ว เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง สามารถเป็นได้ทั้งคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ต มีแอพพลิเคชั่นให้เลือกใช้งานอยู่บน "วินโดวส์ สโตร์" ซึ่งแอพพลิเคชั่นเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยนักพัฒนาที่มีการเปิดกว้าง ดังนั้น เรื่องของราคาก็จะขึ้นอยู่นักพัฒนาว่าต้องการจะคิดเงินหรือไม่ หรือถ้าคิดจะคิดเท่าไหร่ก็แล้วแต่ โดยปัจจุบันมีนักพัฒนาทั่วโลกอยู่ราว 400,000 คน เฉพาะในเอเชีย-แปซิฟิกมีอยู่ราว 30,000 คน แต่ก็ยังมีอีกจำนวนมากที่สนใจจะมาพัฒนาแอพพลิเคชั่นให้กับวินโดวส์ 8 ซึ่งแน่นอนว่า ไมโครซอฟท์เองได้ทำงานร่วมกับนักพัฒนาท้องถิ่นเพื่อให้ได้แอพพลิเคชั่นที่ตอบสนองความต้องการใช้งานอย่างแท้จริงของคนในพื้นที่

ตอนนี้ แอพพลิเคชั่นของไทยที่มีแล้วก็ได้แก่ ThaiRath, Major Movie Plus, GTH Cinema, Bangkok Bank และ Ensogo โดยหลังจากการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปแล้ว มีเครื่องคอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตกว่า 1,000 รุ่น ที่ใช้ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ 8 พร้อมกันนี้ ก็ยังมีการเปิดตัวร้านค้าในอีก 17 แห่งทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

ด้านคุณพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า วินโดวส์ 8 ได้รับการออกแบบเพื่อโลกในวันนี้ที่ไม่มีเส้นคั่นระหว่างการใช้งานไอที เพื่อการทำงานและเพื่อความเพลิดเพลินที่บ้านอีกต่อไปโดย วินโดวส์ 8 จะมอบประสบการณ์การเชื่อมต่อที่รวดเร็วและลื่นไหลที่สำคัญเราเชื่อมั่นว่า วินโดวส์ 8 จะเป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เป็นอย่างดีรวมถึงช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีที่ดีได้ตามพันธกิจหลักของไมโครซอฟท์ ประเทศไทย We Make 70 Million Lives
สำหรับวินโดวส์ 8 จะมีวางจำหน่ายใน 2 รุ่น คือ รุ่น Windows 8 และ Windows 8 Pro ตามร้านค้าปลีก และที่เปิดตัวในเวลาเดียวกันได้แก่ Windows RT ที่ถูกดีไซน์สำหรับใช้กับซีพียูแบบ ARM ที่ต้องการคุณสมบัติในเรื่องความบางและเบาและมีอายุการทำงานของแบตเตอรี่ที่ยาวนาน

สำหรับผู้ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows XP, Windows Vista และ Windows 7 บนเครื่องพีซีอยู่แล้วสามารถอัพเกรดเป็น Windows 8 Pro ได้ที่ราคา 39.99 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 1,250 บาท) ส่วนผู้บริโภคที่ซื้อ Windows 7 ระหว่างวันที่ 2 มิถุนายน 2555 ถึง 31 มกราคม 2556 สามารถอัพเกรดเป็น Windows 8 Pro ได้ในราคา 14.99 ดอลลาร์สหรัฐ (หรือประมาณ 499 บาท)

การเกิดขึ้นของระบบปฏิบัติการวินโดว์ส 8 น่าจะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในแวดวงผู้ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เริ่มได้เห็นการปรับตัวเข้าสู่ยุคของคอมพิวเตอร์ "ไฮบริด" กันมากขึ้น คือนอกจากการเป็นโน้ตบุ๊กแล้วก็จะต้องสามารถทำงานเป็นแท็บเล็ตได้ด้วย (ส่วนใหญ่) เพราะวินโดวส์ 8 เอง มีจุดเด่นอีกอย่างคือเรื่องของระบบหน้าจอสัมผัส ในขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเองก็เริ่มเห็นเป็นเครื่องที่เป็นหน้าจอสัมผัสกันมากขึ้น

ถือว่า วินโดวส์ 8 ออกมาช่วยสร้างสีสันให้แก่แวดวงคอมพิวเตอร์ได้ไม่น้อย ต่อจากนี้ก็เป็นเรื่องของระบบปฏิบัติการ "วินโดวส์ โฟน 8" ที่ไว้ใช้สำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่และสมาร์ทโฟน ซึ่งไมโครซอฟท์คาดหวังไว้ไม่น้อยเช่นกันว่าจะสามารถมาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดไปจาก 2 เจ้าใหญ่ ส่วนจะได้มากหรือน้อย ก็ต้องขึ้นอยู่ความพึงพอใจของผู้บริโภค ว่าจะชอบกันหรือเปล่า

ข้อมูลจาก : มติชนออนไลน์

เรียนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก

เรียนผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก
คงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกนักหากวันนี้นักเรียนจะสนใจกิจกรรมที่หลากหลายผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพราะนอกจากจะมีรูปแบบการใช้งานรองรับพฤติกรรมของคนในสังคมได้อย่างดีแล้ว การเรียนรู้ผ่านสังคมออนไลน์ในลักษณะนี้กำลังกลายเป็นรูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ ที่หลายโรงเรียนหันมาให้ความสนใจอย่างมาก

Social-Network

โรงเรียนสา อ.เวียงสา จ.น่าน ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนผู้นำ 46ICT โรงเรียนในฝัน จากการพัฒนาดังกล่าว ทำให้โรงเรียนมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีความเพียงพอที่จะให้บริการแก่นักเรียน ครูและบุคลากรในโรงเรียน ประกอบกับเครือข่ายสังคมออนไลน์ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของนักเรียน ผู้ปกครอง และครู อย่างมาก

อ.ธัญญวัฒน์ กาบคำ อาจารย์ผู้สอนวิชาคอมพิวเตอร์ รร.สา จ.น่าน อธิบายว่า โรงเรียนได้เห็นความสำคัญดังกล่าว จึงสนับสนุนบุคลากรเข้ารับการอบรมตามโครงการ “ก้าวใหม่ของครูไทย ก้าวไกลด้วย Social Media” ตั้งแต่รุ่นแรก ซึ่งดำเนินการโดยสำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้ครูใช้สื่อ โซเชียล มีเดีย ประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน ที่เห็นผลได้ชัดเจนคือ สามารถนำมาจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บบล็อก สร้างเครือข่ายการเรียนรู้ผ่านเว็บบล็อกกับเพื่อนครูที่อยู่ต่างโรงเรียน ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน นั่นคือ สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามความพร้อมของผู้เรียน และผู้เรียนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้ ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนสูงขึ้นตามลำดับ

นอกจากการจัดการเรียนการสอนผ่านเว็บบล็อกของครูแล้ว ยังได้ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เช่น การผลิตหนังสั้น การสร้างหุ่นยนต์บังคับมือ เป็นต้น

การศึกษาผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ถือเป็นการเรียนรู้มิติใหม่ที่เปลี่ยนบทบาทของครูจากการจัดการเรียนการสอนหน้าชั้นเรียน เป็นการออกแบบการเรียนการสอนผ่านสื่อออนไลน์ ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพ เพราะเด็กทุกคนพัฒนาได้ แต่อาจใช้เวลาไม่เท่ากัน ซึ่งสอดคล้องกับหลักการของการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 นั่นคือ ทำอย่างไรที่จะเปลี่ยนแปลงการสอนแบบเดิม ๆ เป็นการสอนที่มีลักษณะของการช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกัน จะต้องไม่เป็นแบบแพ้คัดออกหรือให้โอกาสเฉพาะคนเก่งและละทิ้งเด็กเรียนอ่อน ซึ่งการเรียนรู้ผ่านสื่อออนไลน์จะสามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างชัดเจน

“โรงเรียนยังได้รับคัดเลือกให้เป็น “ศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนด้าน ICT ของ โรงเรียนในฝัน” มีการสร้างเครือข่ายเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีให้แก่โรงเรียนเครือข่าย ทั้งในระดับมัธยมศึกษาและประถมศึกษา และปัจจุบันโรงเรียนได้ทำบันทึกความร่วมมือระหว่างกลุ่มเครือข่ายความร่วมมือรูปแบบโลกไร้พรมแดน (Globalization Network School : GMS) และกลุ่มโรงเรียนผู้นำ 46ICT โรงเรียนในฝัน เพื่อร่วมจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยสื่อ–เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบโลกไร้พรมแดน ตามแนวทางการพัฒนาและการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 อีกด้วย” อ.ธัญญวัฒน์ กล่าว

ณ วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าสังคมออนไลน์มีบทบาทต่อระบบการศึกษา การนำโซเชียลเน็ตเวิร์กมาใช้ในการเรียนการสอน จึงทำให้ครูและนักเรียนได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีไปพร้อมกัน.
อุทิตา รัตนภักดี

ข้อมูลจาก : เดลินิวส์ออนไลน์

จิตแพทย์แนะ 5 วิธีรักษาสมดุลทางร่างกาย-จิตใจ

จิตแพทย์แนะ 5 วิธีรักษาสมดุลทางร่างกาย-จิตใจ
เรามักได้ยินคำว่า “สมดุล” ของร่างกายในหลายโอกาส ซึ่งมักจะเข้าใจว่าเป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว การรักษาความสมดุลนั้นเป็นเรื่องของจิตใจด้วย

Balance

ซึ่งในเรื่องนี้ นพ.ลัญฉน์ศักดิ์ อรรฆยากร จิตแพทย์ โรงพยาบาลมนารมย์ ผู้ซึ่งได้ศึกษาเพิ่มเติมทางศาสตร์การแพทย์แผนจีนและการฝังเข็มเพื่อการสร้างความสมดุลให้ร่างกายและจิตใจ ได้ให้ข้อมูลว่า ความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับเรานั้นมีสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งคือ การเสียสมดุลของร่างกายและจิตใจ โดยมีปัจจัยมาจากสภาพแวดล้อม มลพิษ สารเคมี ฝุ่นละออง และเชื้อโรค รวมถึงการดำเนินชีวิตประจำวันที่มีความเร่งรีบ แข่งขัน ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือซึมเศร้า

แม้ว่าธรรมชาติร่างกายของเราจะมีกลไกในการปกป้องและรักษาตนเองจากการเจ็บป่วยได้ แต่การรักษาสมดุลของทั้งร่างกายและจิตใจ น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะช่วยป้องกันการเจ็บป่วย ทั้งยังช่วยเสริมสร้างศักยภาพให้เซลล์และอวัยวะภายในร่างกายมีความสมบูรณ์ แข็งแรง และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

จิตแพทย์อธิบายเพิ่มเติมว่า ร่างกายและจิตใจจะต้องมีความสมดุลกัน จึงจะทำให้คนเรามีสุขภาพที่สมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ป่วย มีความสุข ทั้งการทำงาน และการดำเนินชีวิต แต่เมื่อใดกายและใจเกิดไม่สมดุลกันแล้ว ก็จะทำให้เกิดผลกระทบขึ้นได้ ทางการแพทย์ระบุว่า จิตใจมีส่วนที่ก่อให้เกิดโรคทางกายได้ เช่น เวลาเครียดมากๆ ก็จะมีฮอร์โมนความเครียดเกิดขึ้นและฮอร์โมนก็จะส่งผลต่ออวัยวะและความสมดุลระบบเซลล์ ทำให้เซลล์ทำงานหนัก เซลล์แก่เร็วขึ้น ทำให้คนเราแก่เร็ว เวลาเครียดมากๆ หรือพักผ่อนไม่เพียงพอฮอร์โมนความเครียดก็จะสูงขึ้น การทำงานของระบบฮอร์โมนอื่นๆ ก็กระทบกระเทือนไปด้วย ส่งผลต่ออวัยวะ เช่น เวลาเครียดมากๆ ท้องจะผูก ระบบการขับถ่ายผิดปกติ อวัยวะระบบต่างๆ ในร่างกายก็ทำงานปั่นป่วน ไม่เป็นปกติ เกิดความอ่อนแอขึ้น อาการเจ็บป่วยต่างๆ จะมีมากขึ้น เวลาอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอก็จะมีอาการหงุดหงิด โกรธง่าย ไม่มีสมาธิ เป็นต้น

นพ.ลัญฉศักดิ์ อธิบายการเจ็บป่วยตามแนวแพทย์แผนจีน ว่า เมื่อใดก็ตามที่จิตใจมีภาวะไม่ปกติเสียสมดุลก็จะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียความสามารถในการดูแลรักษาด้วยตัวเอง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหรืออาการผิดปกติได้หลายอย่าง อาทิเช่น เป็นแผลร้อนในบ่อยๆ เนื่องจากเกิดความร้อนขึ้นที่ตับและหัวใจ จึงแสดงออกที่อวัยวะภายนอก มีแผลร้อนในที่ปาก ปากแดง ลิ้นแดง ตาแดง เพราะตาถือเป็นอวัยวะทวารเปิดของตับ หากมีความร้อนที่ปอดก็จะออกมาทางจมูกและผิวหนัง มีผื่นภูมิแพ้ที่ผิวหนัง เป็นสิวเรื้อรัง รวมถึงโรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง กรดไหลย้อน ท้องอืดอาหารไม่ย่อย ท้องผูก ท้องเสีย นอนไม่หลับ ตื่นขึ้นมาไม่สดชื่น อารมณ์ปรวนแปร อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจเกิดอาการซึมเศร้า มีความคิดทำร้ายร่างกายตนเอง และคิดฆ่าตัวตายได้ หลายคนเมื่อเกิดอาการเหล่านี้ก็จะรักษาไปตามอาการ โดยการรับประทานยา เมื่อหายแล้วสักพักก็จะเกิดอาการขึ้นซ้ำอีก เพราะเมื่อหากร่างกายหายเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว แต่จิตใจยังมีปัญหาอยู่ ไม่ได้รับการแก้ไขเรื่องความไม่สมดุล ก็จะทำให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นอีก

เมื่อร่างกายและจิตใจมีความสมดุล ระบบต่างๆ ของร่างกายก็จะกระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเองได้ อาการผิดปกติจะดีขึ้นและสามารถป้องกันโรคต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจิตแพทย์ได้แนะวิธีการสร้างสมดุลด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยมี 5 ข้อหลักๆ ดังนี้

1.หมั่นออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาเพื่อเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ มีระบบภูมิต้านทานที่ดี อวัยวะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยทำให้หัวใจและปอดแข็งแรง เลือดไปเลี้ยงสมองได้มากขึ้น ช่วยลดคอเลสเตอรอล ทำให้โอกาสเส้นเลือดอุดตันลดลง ส่งผลดีต่อระบบการย่อยและการขับถ่าย ทั้งยังช่วยทำให้นอนหลับสนิทหลับได้นานอีกด้วย

2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นต่อร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ ไม่ควรทานอาหารที่เป็น กรดหรือด่างมากจนเกินไป แต่ถ้าเมื่อไรที่ร่างกายและอวัยวะภายในมีความร้อน อาหารที่มีฤทธิ์เย็นที่ช่วยปรับสมดุลของร่างกายให้เป็นปกติได้ คือ ผักบุ้ง ตำลึง ผักหวาน แตงกวา ฟัก และหัวปลี ส่วนผลไม้ควรเป็นประเภท มังคุด มะยม แตงโม แตงไทย แคนตาลูป ส้มโอ กล้วยน้ำว้า แก้วมังกร กระท้อน แอปเปิล น้ำมะพร้าว และลูกพรุน เป็นต้น

3.พักผ่อนให้เพียงพอ เพราะการอดนอนทำให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายไม่ดี ฮอร์โมนทำงานไม่ปกติ เกิดการติดขัดของเมตาโบลิซึม และส่งผลต่อด้านอารมณ์และจิตใจได้

4.เสริมสร้างจิตใจให้แข็งแรงโดยการฝึกทักษะการดูแลจิตใจเพื่อรับมือกับความเครียด โดยการฝึกผ่อนคลายจิตใจอย่างสม่ำเสมอ หยุดพักหยุดคิดเรื่องเครียดต่างๆ เพราะในแต่ละวันจะมีเรื่องเข้ามากระทบจิตใจมากมาย ทำให้อารมณ์ขุ่นมัว เศร้าหมอง เครียด ไม่แจ่มใส หากอารมณ์เหล่านี้ไม่มี การระบายออกก็จะเกิดความเครียดสะสมได้ ควรหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำ เช่น ฟังเพลง ดูหนัง เล่นกีฬา ท่องเที่ยวสถานที่ทางธรรมชาติ เที่ยวต่างจังหวัด หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว

5.คอยสังเกตดูแลเอาใจใส่ตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ว่า อยู่ในภาวะสมดุลหรือไม่ ทำอะไรเกินไป หรือขาดไปบ้าง ให้ฟังเสียงของร่างกายและจิตใจ เพื่อจะได้รู้ว่าเราควรจะปรับตัวเองเพื่อให้ร่างกายและจิตใจอยู่ในสภาวะสมดุลอย่างไร

พ่อแม่ที่ลูกอยากได้

พ่อแม่ที่ลูกอยากได้
เราคงเคยได้ยินอยู่บ่อยๆถึงความปรารถนาของพ่อแม่ว่าอยากจะให้ลูกเป็นแบบไหน อย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ที่พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากได้ลูกที่เป็นเด็กที่มีนิสัยดี มีสุขภาพแข็งแรง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีสุขภาพจิตดีและหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู แล้วเคยคิดกลับกันดูไหมว่า ลูก ๆ ปรารถนาอยากได้พ่อแม่ของเขาเป็นคนแบบไหนกันบ้าง เราลองมาดูกัน

Parent

1. รัก ห่วงใยและเมตตา

ลูก ๆ ทุกคนอยากให้พ่อแม่รัก ห่วงใย ใส่ใจและให้ความเมตตากับเขามาก ๆ ไม่ว่าลูกของพ่อแม่จะเป็นอย่างไรก็ตาม เพราะความรักของพ่อแม่ช่วยสร้างความมั่นคงในจิตใจให้กับลูกได้ เราคงเคยได้เห็น ได้ยิน ได้ฟังบ่อย ๆ ว่า พ่อแม่บางคนรักลูกไม่เท่ากันบ้าง ห่วงคนนี้มากกว่าคนนั้นบ้าง เอาใจใส่ลูกเป็นบางคนเท่านั้น ดังนั้น สำหรับลูกที่พ่อแม่ไม่ได้ให้ความรักและความเมตตาห่วงใยอย่างเต็มที่แล้ว ลูกก็จะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและอาจจะพาลต่อต้านหรือเกลียดพ่อแม่ได้ นอกจากนี้ การที่ลูกไม่ได้รับความรักและดูแลเอาใจใส่อย่างเต็มที่จะทำให้เขาขาดความสุข ไม่นับถือตนเอง อิจฉาริษยา อารมณ์รุนแรง พัฒนาการการเรียนรู้บกพร่อง มีงานวิจัยมากมายที่กล่าวตรงกันว่าเด็ก ๆ ที่ได้รับการเลี้ยงดูที่อบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักจะมีพัฒนาการทางสติปัญญาสูงกว่าเด็ก ๆ ที่ได้รับการเลี้ยงดูแบบปล่อยปละละเลย

วิธีที่พ่อแม่แสดงความรักกับลูกได้ดีทำได้โดยผ่านการพูด เช่น พูดจาอ่อนโยนกับลูก พูดให้กำลังใจ พูดชมเชยเมื่อลูกทำสิ่งที่ดี หรือแสดงความรักกับลูกโดยผ่านการสัมผัสด้วยความรักอยู่เสมอ เช่นการโอบกอด ลูบหัว หอมหน้าผาก การสัมผัสด้วยความรักของพ่อแม่ช่วยทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยและมีความสุข

2.เห็นคุณค่าในตัวลูก

หมายถึง การที่พ่อแม่สร้างความภาคภูมิใจในตัวลูกด้วยการให้กำลังใจ ให้ลูกสามารถตัดสินใจและแสดงความคิดเห็นได้ด้วยตัวของเขาเอง และชื่นชมลูกเมื่อลูกประสบความสำเร็จ อย่างเช่นเวลาที่คุณพ่อคุณแม่มอบหมายงานให้ลูกทำ (ซึ่งเป็นงานที่เหมาะสมกับวัยของลูก) เช่น รดน้ำต้นไม้ ทำความสะอาดบ้านง่าย ๆ เก็บเสื้อผ้าเข้าตู้ ซึ่งเมื่อลูกทำงานได้สำเร็จคุณพ่อคุณแม่ต้องให้กำลังใจและแสดงความชื่นชม เพราะนั่นเป็นการแสดงออกอย่างง่าย ๆ ที่บอกให้ลูก ๆ รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่เห็นคุณค่าในตัวเขา

การที่พ่อแม่แสดงออกว่าเห็นคุณค่าในตัวลูก ถือเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในชีวิตลูกได้ เพราะลูกจะเติบโตเป็นเด็กที่มีทัศนคติที่ดี เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี มีความภูมิใจในตนเอง มีความมุ่งมั่นที่จะทำการงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จได้อย่างดีด้วย

3.ใช้เวลาร่วมกับลูก

“เวลา” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ลูก ๆ ทุกคนในโลกนี้ปรารถนาอยากได้จากพ่อแม่ ไม่ว่าลูกจะเป็นเด็กเล็กหรือโตมากแค่ไหนก็ตาม เขาก็ยังอยากให้พ่อแม่มีเวลาให้เขาเสมอ อย่างเช่นตอนที่ลูกยังเล็ก เขาก็อยากให้พ่อแม่มีเวลาเล่นเกมกับเขา เล่านิทานให้เขาฟัง ป้อนข้าว ป้อนขนมให้เขากิน เดินจูงมือเขาเดินเล่นหรือนั่งเฝ้าเขาอยู่ใกล้ ๆ เวลาเขาเล่นกับเพื่อน ๆ ส่วนถ้าลูกโตแล้วแม้เขาจะอยู่ในวัยที่ติดเพื่อน ติดโซเชียลเน็ตเวิร์ค ติดโทรศัพท์ ติดอยู่ในโลกส่วนตัวเหมือนจะไม่ต้องการพ่อแม่แล้ว แต่รู้ไว้เถอะว่าเขาก็อยากจะให้พ่อแม่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเขาตลอดเวลานั่นแหละ

ดังนั้น พ่อแม่ควรใช้เวลากับลูกเท่าที่จะทำได้ในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ลูกชอบด้วยกัน เช่น วาดรูประบายสีกัน ดูโทรทัศน์หรือการพาลูกไปท่องเที่ยว สำหรับลูกที่อยู่ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงวัยที่แสวงหาความเป็นตัวตนและอิสรภาพทางความคิด พ่อแม่ควรปรับตัวให้เป็นเหมือนเพื่อนและแหล่งพักพิงทางใจที่ลูกไว้วางใจ โดยให้เวลากับลูกในการพูดคุย รับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่าง ๆ กับลูกอย่างใจกว้างด้วยความเข้าใจ

4.ให้อภัยอยู่เสมอ

มีคำกล่าวว่า “คนที่ไม่เคยทำอะไรผิด คือคนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย” จึงเป็นธรรมดาของคนทุกคนที่จะต้องเคยทำสิ่งที่ผิดพลาดกันมาแล้วทั้งนั้น ไม่ว่าจะทำโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ดังนั้น เมื่อลูกทำในสิ่งที่ผิดพลาดไป เช่น ทำข้าวของเสียหาย ทำตัวเกเร สอบตก โดดเรียน ขโมยของ พูดปด ฯลฯ คุณพ่อคุณแม่ควรให้โอกาสลูกได้อธิบายเหตุผลในสิ่งไม่ดีที่เขาทำลงไปว่าทำไปเพราะอะไร แล้วจึงสั่งสอนด้วยความรักและตักเตือนไม่ให้ทำอีก พร้อมให้โอกาสที่จะให้เขาได้แก้ไขในความผิดพลาดนั้นโดยมีพ่อแม่เป็นกำลังใจ พ่อแม่ไม่ควรลงโทษลูกอย่างรุนแรงด้วยการตบตีหรือด่าว่าด้วยถ้อยคำหยาบคายรุนแรง หรือในกรณีลูกวัยรุ่นที่บางครั้งหลงผิดทำตัวไม่เหมาะสมด้วยความคึกคะนอง พ่อแม่ก็ไม่ควรจะลงโทษด่าว่าหรือประจานลูกอย่างรุนแรง เพราะการทำเช่นนั้นจะสร้างรอยแผลในจิตใจลูก และจะทำให้ลูกต่อต้าน พาลหาว่าพ่อแม่ไม่รักไม่เข้าใจ จนอาจเป็นเหตุให้ลูกเตลิดไปในทางที่ผิดมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้

5.ให้ความสุขสนุกสนาน

เสียงหัวเราะทำให้ครอบครัวมีความสุข คุณพ่อคุณแม่จึงต้องสร้างบรรยากาศในบ้านให้สดชื่นเบิกบาน โดยการเปิดโอกาสให้ลูกได้สนุกสนานตามวัย อย่าไปเคร่งเครียดอะไรกับลูกมากนัก เช่น วันหยุดก็ให้ลูกได้ทำกิจกรรมที่เขาชอบบ้าง เช่น ให้เล่นเกมได้ 45 นาที ให้ดูการ์ตูนเรื่องที่ชอบ อ่านหนังสืออ่านเล่น หรือพาลูก ๆ ไปเที่ยวในที่ ๆ ลูกอยากไป ซึ่งมีพ่อแม่หลายคนที่วันหยุดแทนที่จะให้ลูกได้มีเวลาสนุกผ่อนคลายตามวัย กลับพาลูกไปเรียนพิเศษทั้งวันเสาร์อาทิตย์จนไม่มีเวลาผ่อนคลายเลย จึงสร้างความเครียดให้กับลูกหลาย ๆ คนเป็นอย่างมาก

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องพึงระวังว่าความสนุกสนานของเราต้องไม่ไปสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น พ่อแม่บางคนสนใจแต่จะทำให้ลูกกับตนเองมีความสุข จนลืมนึกถึงความทุกข์ของคนอื่น บางคนก็ให้ลูกออกไปเตะบอลหน้าบ้านคนอื่น เสียงดังเอะอะ ลูกบอลเข้าไปในบ้านของเพื่อนบ้านถูกข้าวของเสียหาย หรือเวลาไปกินข้าวนอกบ้านก็ปล่อยให้ลูกเอาช้อนส้อมเคาะโต๊ะเคาะจานหรือวิ่งเล่นไล่จับในร้านวุ่นวายไปหมด ถ้าเป็นเช่นนี้ไม่แน่ว่าเด็ก ๆ คนอื่นที่พบเห็นอาจจะนึกในใจว่าดีนะที่เราไม่มีพ่อแม่แบบนี้ก็เป็นได้

จะเห็นได้ว่าจากที่กล่าวมาทั้งหมด 5 ข้อนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ยากเลยที่พ่อแม่จะทำให้แก่ลูก ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรัก ห่วงใยและเมตตาแก่ลูก การเห็นคุณค่าในตัวลูก การใช้เวลาร่วมกับลูก การให้อภัยลูกเสมอ อีกทั้งให้ความสุขสนุกสนานกับลูก ซึ่งถ้าคุณพ่อคุณแม่ทำได้เช่นนี้แล้วลูกทุกคนคงรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กที่โชคดีและมีความสุขที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าความรู้สึกเต็มอิ่มที่เขาได้รับจากพ่อแม่นี้จะเป็นแรงผลักดันให้ลูกได้เติบโตขึ้นเป็นคนที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาอย่างแน่นอน

ที่มา : http://www.com5dow.com/บทความที่น่าสนใจ/3090-พ่อแม่ที่ลูกอยากได้.html

รถไฟและไทยเทศ

ตั้งหัวกระทู้รถไฟแบบนี้ก็เพราะมาอ่านเจอเรื่องราวของรถไฟต่างประเทศ
ทำให้อดนึกถึงรถไฟไทยไม่ได้
ว่าจะกี่ปีกี่เดือน ก็แทบจะไม่พัฒนา
แถมหลังๆนี้มีข่าวที่ไม่ดีเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข่มขืนในตู้นอนรถไฟ
อุบัติเหตุรถไฟตกราง รถไฟถอยชนกัน ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เราจะต้องประหยัดและลดการใช้พลังงานให้น้อยลง

การคมนาคมด้วยรถไฟก็เป็นพาหนะขอสาธารณชน ที่น่าจะพิจารณา
โดยให้มีการพัฒนาเพื่อดึงดูดใจให้ประชาชนหันมาใช้บริการให้มากขึ้น
เพื่อลดการใช้รถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางข้ามจังหวัด



ภาพที่ระลึก รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งกิจการรถไฟขึ้นในปี พ.ศ. 2429

กิจการรถไฟได้ถือกำเนิดขึ้น เป็นครั้งแรกเมื่อ ปี พ.ศ. 2429
รัฐบาลได้อนุมัติสัมปทานแก่บริษัทชาวเดนมาร์กให้สร้างทางรถไฟจาก กรุงเทพฯถึงสมุทรปราการ
ระยะทาง 21 กิโลเมตร หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2433
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งกรมรถไฟหลวง
ขึ้นสังกัดกระทรวงโยธาธิการ

ครั้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2439 พระองค์จึงเสด็จทรงประกอบพระราชพิธี
เปิดการเดินรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ-อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตร
ซึ่งทางการได้ถือเอาวันนี้เป็นวันสถาปนากิจการรถไฟหลวง

ความกว้างของรางเมื่อแรกสร้างทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นรางกว้าง 1.435 เมตร
ระยะทางทั้งหมด 1,076 กิโลเมตร ส่วนทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเป็น รางกว้าง 1.00 เมตร
ที่สร้างเป็นรางขนาด 1.00 เมตร ก็เพื่อให้มีขนาดเท่ากับของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย
คือ มาเลเซีย พม่า เขมร ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงทรงให้เปลี่ยนรางขนาด 1.435 เมตร ทางฝั่งตะวันออก
ที่สร้างไปแล้วทั้งหมด เป็นขนาด 1.00 เมตร โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 10 ปี แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2469

หัวรถจักรไอน้ำสายแม่กลอง


หัวรถจักรดีเซลรุ่นแรกของไทย

ในปี พ.ศ. 2471 ได้นำหัวรถจักรดีเซลรุ่นแรก ยี่ห้อ S.L.M. Winterthur รุ่น 21 - 22
จำนวน 2 คัน จากประเทศสวิสเซอร์แลนด์มาใช้งาน โดยใช้เป็นรถจักรลากจูงสับเปลี่ยน
ทำขบวนรถไฟและลากจูงขบวนรถท้องถิ่นรอบ ๆ กรุงเทพฯ
(ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียอาคเนย์ที่นำรถจักรดีเซลมาใช้งาน)
และต่อมาในปี 2504 ได้เริ่มโครงการ Dieselization
โดยทยอยจัดหา รถจักร ดีเซลมาใช้แทนรถจักรไอน้ำซึ่งใช้เวลา 14 ปี จึงแล้วเสร็จ
ในระหว่างสงครามโลก ครั้งที่ 2
กิจการรถไฟประสบภัยสงครามอย่างหนักทรัพย์สินทั้งทางอาคาร และ รถจักร ล้อเลื่อน
ได้รับความเสียหายมากจำต้องเร่งบูรณะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม โดยเร็ว
ถ้าจะ อาศัยเงินลงทุนจากงบประมาณของรัฐแหล่งเดียวจะไม่ทันการณ์
รัฐบาลจึงต้องขอกู้เงิน จากธนาคารโลกมาสมทบ

ในระหว่างการเจรจากู้เงินนั้นธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐปรับปรุงองค์กรของกรมรถไฟหลวง
ให้มีอิสระกว่าที่เป็นอยู่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวใน การบริหารกิจการในเชิงธุรกิจ
กรมรถไฟหลวง จึงเปลี่ยนฐานะมาเป็นรัฐวิสาหกิจประเภท สาธารณูปการ
ภายใต้ชื่อว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 เป็นต้นมา
โดยดำเนินการอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การรถไฟฯ ฉบับ พ.ศ. 2494
ซึ่งในหลักการรัฐคุมการแต่งตั้งและปลดผู้บริหาร คุมอัตราเงินเดือน - พนักงาน
คุมอัตราค่าโดยสาร และค่าระวาง คุมการปิดเปิดเส้นทางและการบริการ
และคุมการลงทุนทั้งหมด แต่หากดำเนินงานขาดทุนรัฐจะชดเชย ให้เท่าจำนวนที่ขาด

ตามประวัติ เมื่อรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดให้มี รถไฟขึ้นมานั้น
ท่านได้พระราชทานที่ดินเป็นจำนวนมากให้กับการรถไฟ
ซึ่งจะสามารถนำไปบริหารจัดการเพื่อเป็นทุนในการพัฒนาการรถไฟได้มากทีเดียว

ที่ดินของการรถไฟที่เห็นชัดเจนก็ที่ดินส่วนที่ให้ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าวเช่า
หรือ
ที่ดินแถบถนนรัชดาฯซึ่งล้วนเป็นที่ดินที่มีราคาสูงมาก
และที่ดินในอีกหลายๆจังหวัด เช่นที่ดินของการรถไฟจังหวัดบุรีรัมย์
ซึงมีข่าวระบุว่าถูกครอบครองโดยนักการเมืองใหญ่ผู้หนึ่ง


***************


สถานีรถไฟหัวหินซึ่งมีขึ้นในปี พ.ศ. 2454 สมัย ร. 6


"ทำไมรถไฟยังไม่พัฒนาเท่าที่ควร"
จาก www.geocities.com/railsthai ของการรถไฟไทย

รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาการรถไฟแห่งประเทศไทย
โดยมอบหมายให้พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินรับผิดชอบ
ซึ่งถือกันว่าเป็นบิดาของการรถไฟ ทรงมีพระบรมราโชบายให้รถไฟเป็น “เส้นเลือดใหญ่”
ของการคมนาคมทางบก เพราะขนส่งได้ครั้งละเป็นจำนวนมาก และราคาถูก
ถึงกระนั้นก็ทรงวางแผนคิดอ่านให้รถไฟมี “รายได้เสริม” เพื่อจะได้ทำให้ต้นทุนต่ำลง
จึงโปรดเกล้าฯให้ที่ดิน 2 ข้างทางรถไฟ ข้างละประมาณ 40 เส้นตามสภาพของพื้นที่
ให้เป็นของการรถไฟเพื่อให้หารายได้มาบำรุงกิจการ

ในช่วงเวลานั้น การคมนาคมทางบกแทบไม่มีรถยนต์
มีใช้เฉพาะในพื้นที่เมืองหลวงเท่านั้น และน้อยมาก
พระราชวงศ์และขุนนางผู้ใหญ่เท่านั้นจึงจะพอมีใช้ได้

ก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เริ่มบังคับใช้ปี 2504
เส้นทางรถไฟขยายตัวไปในสัดส่วนที่มากกว่าเส้นทางรถยนต์
และรถไฟก็เป็นหลักในการคมนาคมทางบก แต่หลังจากแผน 1 กำหนดให้ประเทศไทย
ปรับทิศไปเดินบนหนทางอุตสาหกรรมเต็มตัว ทำให้เกิดลัทธิพึ่งพาต่างชาติ
ส่งผลให้การขยายตัวของเส้นทางรถไฟน้อยลง
ในขณะที่เส้นทางรถยนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนเทียบสัดส่วนกันไม่ได้อีกต่อไป
หลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 4
เส้นทางรถไฟแทบไม่พัฒนาอีกเลย ในขณะที่เส้นทางรถยนต์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
รถยนต์ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว รถบรรทุกและรถกระบะเข้ารับบทบาทการขนส่งแทนรถไฟ
และการขนส่งทางน้ำภายในประเทศแทบจะสิ้นเชิง

แน่นอนละว่าส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของแผนการอันแยบยลที่สมคบกัน
ระหว่างชนชั้นปกครองไทยกับนายทุนโรงงานรถยนต์เพื่อ”บอนไซ” รถไฟ-ขยายรถยนต์
ยิ่งผสมผสานเข้ากับการให้....เข้าไปเป็นประธานรถไฟ ดูแลรถไฟอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
การคอรัปชั่นจึงเต็มขนาดขึ้นในรถไฟ ทั้งในด้านการจัดซื้อจัดจ้าง
และบริหารทรัพย์สินคือที่ดินรถไฟ

พอเริ่มแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 6 รถไฟก็ทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด
มีผลขาดทุนมหาศาล รายได้จากการจัดการทรัพย์สินไม่คุ้มมูลค่าทรัพย์สิน
มีการทุจริตในแทบทุกอณู การบริการด้อยคุณภาพ ความเร็วของรถไฟก็ช้าลง
เหลือเพียง 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น

แม้จะมีความคิดที่จะแก้ไขปัญหานี้โดยการกำหนดยุทธศาสตร์รถไฟใหม่
แยกการบริหารทรัพย์สินเป็นส่วนหนึ่ง บริหารโดยผู้เชี่ยวชาญ
แยกการบริหารการเดินรถเหมือนกับการบินไทย
แยกการบริหารเส้นทางรถไฟเหมือนกับการท่าอากาศยาน
แยกบริการอาหาร-เครื่องดื่มบนรถไฟเหมือนกับครัวการบินไทย
แยกการบริหารสถานีให้เป็นลักษณะศูนย์การค้าหรือเมืองใหม่
ที่เป็นศูนย์กลางการค้าในท้องที่ต่าง ๆ
ปรับปรุงขนาดของรางให้ใหญ่ขึ้นเป็นระบบมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความเร็วของรถไฟ
ปรับปรุงตู้โดยสารและบริการในตู้ให้ทันสมัย
เพิ่มประเภทบริการรถไฟความเร็วสูงและเพิ่มเส้นทางคู่ ขยายเส้นทางรถไฟ
จัดให้มีคลังสินค้าทุกสถานี ซึ่งจะอำนวยประโยชน์แก่ประชาชนในการลดต้นทุน
การผลิตและการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพและรายได้ให้แก่การรถไฟเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ
แต่ก็ไม่คืบหน้า

เพราะแรงขัดขวางถ่วงรั้งยังเป็นด้านหลัก แรงพัฒนาให้ก้าวรุดหน้ายังเป็นด้านรอง


การรถไฟจะพลิกกลับมาเป็นด้านหลักของการคมนาคมขนส่งทางบกได้
ต้องแก้ไขกันทั้งระบบ เริ่มต้นตั้งแต่ฐานคิดว่าด้วยยุทธศาสตร์การพัฒนาของประเทศ
ตามมาด้วยระบบภาษี ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) กันใหม่หมด
จะต้องตระหนักใน “ทุนทางสังคม” ที่ประเทศไทยต้องเสียไปแลกกับยุทธศาสตร์
แปรประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรมส่งออก ตั้งแต่สิ่งแวดล้อม
ไล่มาจนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเฉพาะจะต้องมองทะลุให้เห็นว่าเราแทบไม่ได้อะไรเลย
จากอุตสาหกรรมรถยนต์ นอกจากค่าแรงคนงาน !

จากนั้นก็มาพิจารณาโครงสร้างภาษีรถยนต์ ภาษีใช้ถนน รูปแบบต่าง ๆ และ ฯลฯ
เพื่อนำรายได้ไปสร้างระบบขนส่งมวลชนที่มีรถไฟ (ทั้งบนดินและใต้ดิน) เป็นแกน


 ข้อมูลจาก www.junghoo.com และ www.geocities.com/railsthai